การเปลี่ยนผ่านของ ราช กรุ๊ป สู่บริษัทชั้นนำด้านพลังงานและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก

บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) เปลี่ยนชื่อเป็น“บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)” ตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสู่การเป็นบริษัทชั้นนำด้านพลังงานและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ “RATCH” ยังคงใช้เป็นชื่อหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังเดิม

เป้าหมายการสร้างมูลค่ากิจการและการลงทุนในอนาคต

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทฯ มี เป้าหมายสร้างมูลค่ากิจการให้เติบโตถึง 2 แสนล้านบาท ในปี 2566 โดยการลงทุนในโครงการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในประเทศและต่างประเทศจะขับเคลื่อนเป้าหมายนี้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้คาดว่าการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานจะเติบโตขึ้น และมีสัดส่วนประมาณ 25% ของการลงทุนรวมทั้งหมดในปี 2566

“การเปลี่ยนชื่อใหม่ครั้งนี้เป็นการรีแบรนด์ครั้งแรกของบริษัทฯ นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2543 โดยมุ่งหวังจะยกระดับความเป็นสากลขององค์กร เพื่อตอบสนองเป้าหมายการขยายธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น และก้าวสู่การเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคแปซิฟิก ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม” นายกิจจา กล่าว

ความหมายของชื่อและตราสัญลักษณ์ใหม่

ชื่อ “ราช กรุ๊ป” ได้ยึดคำว่า “ราช หรือ RATCH” ซึ่งเป็นชื่อที่ผู้มีส่วนได้เสียรู้จักและจดจำมาใช้เป็นชื่อใหม่ และยังมีความหมายที่ดีสื่อถึง ความยิ่งใหญ่ ความเจริญรุ่งเรือง และการผสานพลังของกลุ่มบริษัทฯ สำหรับตราสัญลักษณ์ สื่อถึงพลังของการเคลื่อนไหวของ “ราช กรุ๊ป” ที่จะเติบโตเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดี

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง

บริษัทร่วมทุนของ GULF และ RATCH เซ็นสัญญาจ้างบริษัทต่างชาติ เพื่อจัดหาก๊าซธรรมชาติในการใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมหินกอง จ.ราชบุรี ที่จะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ มี.ค. 67 โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:

สำหรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวดังกล่าว เป็นไปตามแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศ โดยจะช่วยลดความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศอย่างมีนัยสำคัญ